กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
อื่นๆ / แจกสูตรอาหารสำหรับปลานิลเพื่อลดต้นทุน
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 26 มีนาคม 2019, 09:28:12 AM »
อย่างที่ทราบว่าปลานิลคือปลาที่กินพืช ดังนั้นการทีเรานั้นจะหาอาหารปลามาช่วยในการเลี้ยงเพื่อลดต้นทุน ทำให้ปลาไม่เหม็นสาบและน้ำหนักดี โดยไม่ต้องพึ่งพิงอาหารสำเร็จรูปลองมาดูสูตรอาหารที่เราจะแนะนำกันเถอะ
สูตรที่ 1 รำ+เปลือกถั่วเหลือง+เศษผัก
- ส่วนผสม  รำ 6 กิโลกรัม เปลือกถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม และเศษผัก 3 กิโลกรัม
วิธีการทำ  นำส่วนผสมทั้งหมดคือ รำและเปลือกถั่วเหลือง เศษผักในอัตราส่วนที่กำหนด มาต้มรวมกัน โดยมีระยะเวลาในการต้ม คือ ประมาณ 20 นาที นำส่วนผสมที่ได้จากการต้มมาว่านให้ปลากินได้เลย โดยให้กินเพียงวันละครั้งก็เพียงพอแล้ว
สูตรที่ 1 สูตรอาหารเลี้ยงปลากินพืช มีส่วนผสมคือ แหน 5 กิโลกรัมรำละเอียด 1 กิโลกรัม และน้ำหมักปลา ที่ได้จากการนำเศษปลาที่เหลือทิ้งมาหมัก วิธีการทำ โดยนำแหนและรำละเอียดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นเทน้ำหมักปลาลงไป1 ลิตร คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง ก็สามารถนำไปใช้เลี้ยงปลาได้โดยปั้นเป็นก้อนๆ โยนให้ปลากิน คุณลุงบุญลือจะเริ่มให้อาหารสูตรนี้ เมื่อปลาอายุได้ประมาณ 1 เดือนเศษ
สูตรที่ 2 เศษผักใบเขียว+ปลาป่น+รำละเอียด
สูตรนี้จะใช้ได้ไม่เฉพาะปลานิลเท่านั้นสามารถที่จะนำไปปรับใช้กับปลากินพืชได้ทุกชนิด ส่วนผสมเหมือนกันกับสูตรอาหารปลากินเนื้อเช่นเดียวกันแต่ว่าจะเพิ่มปริมาณแตกต่างกัน หากกินเนื้อจะต้องแต่ใช้ปริมาณไม่เท่ากัน ในส่วนของอาหารปลากินพืชจะใส่พืชเยอะ อาหารปลากินเนื้อต้องเพิ่มสัดส่วนเยอะขึ้นมาไหม
ส่วนผสม พืชสีเขียว เช่น ผักบุ้ง  ปลาป่นหรือหอยเชอรี่ และรำละเอียด 2 กก.
วิธีการทำ คือ นำรำละเอียด มาผสมกับส่วนผสมอื่นๆ ได้แก่ ปลายข้าวต้มสุก ข้าวโพดป่น กล้วยน้ำว้า เกลือ กากน้ำตาล EM หรือน้ำจุลินทรีย์ มาผสมกันแล้วจึงเติมหอยเชอรี่ที่บดมาแล้ว การบดนั้นคือการบดทั้งเปลือกหรือว่าหากไม่มีหอยเชอรี่อาจจะใช้ปลาป่นก็ได้  แล้วนำมาให้อาหารกับปลาได้เลย แต่สำหรับคนที่อยากทำให้ใช้ได้นานๆสามารถที่จะนำเข้าเครื่องอัดเม็ด หรือว่าหากขยันสามารถที่จะปั้นเป็นก้อนก็ได้ ขนดเล็กใหญ่ แล้วนำไปผึ่งลมให้แห้ง การนำไปให้ปลาสามารถที่จะ
นำไปหว่านให้ปลากิน วันละครั้ง 2 มื้อ คือ เช้า-เย็น หว่านให้ทั่วบ่อใน กระชังบก การให้ควรที่จะว่านในจุดเดิมเสมอ เพื่อให้ปลาเคยชิน ในการที่จะมากินในจุดเดิม
2
อาหาร / วิธีแก้ปัญหาผมขาดหลุดร่วงง่าย ๆ ด้วยคุณเอง
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2019, 09:14:15 PM »
การที่จะแก้ปัญหาเรื่องของปัญหาผมขาดหลุดร่วงนั้นแม้นว่ามันสามารถที่จะแก้ไขด้วยการที่จะใช้ แชมพูแก้ผมร่วง ในการที่จะแก้ไขแล้วก็หายแต่อันที่จริงนั้นมันไม่มีความจำเป็นในการที่จะต้องเสียเงินแพงๆ ทั้งหมดหรอกเพียงแค่เราเริ่มต้นจากเราเองเท่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องเสียเงินเสียทองให้มันแพงๆหรอก  ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้างนั้น เราตามมาดูกันดีกว่า
หลายๆคนที่กำลังตั้งคำถามอยู่ว่าทำไมผมร่วงเยอะขนาดนี้เนี้ยแล้วร่วงแบบนี้มันผิดปกติหรือไม่ แล้วร่วงเยอะขนาดนี้ต่อไปหัวเราจะล้านหรือไม่ นี้เป็นคำบ่นที่คนที่กำลังประสบปัญหาในเรื่องของเส้นผมนั้น ที่กำลังหวีผมของเราเองหรือว่ากำลังสระผมอยู่ ผมร่วงหากมีผมขึ้นมาใหม่คงจะไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน แต่หากร่วงแล้วไม่มีผมงอกมาใหม่คงจะต้องปวดหัวแน่นอน วันนี้เรามาแนะนำวิธีการในการที่จะช่วยผมให้สามารถที่จะลาขาดจากผมร่วงได้ดีไม่แพ้แชมพูแก้ผมร่วงได้แน่นอน
1. น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงาม นี่แหละสามารถที่จะเป็นตัวช่วยอันดับหนึ่ง ในการที่จะช่วยบำรุงเส้นผมได้ เพราะว่าสรรพคุณของน้ำมันมะกอกและน้ำมันอื่นๆ มีประโยชน์ล้นเหลือ โดยสามารถที่จะหมักก่อนสระผมสัก 15 นาที จะช่วยให้ผมมีความแข็งแรงตั้งแต่รากผมและทำให้ผมมันสามารถที่จะลดการขาดหลุดร่วงได้
2.การนวดศีรษะเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของโลหิตได้เป็นอย่างดี การนวดศีรษะนอกจากจะลดความตึงเครียดในการทำงานแล้วยังสามารถที่จะช่วยผ่อนคลายให้แก่เราได้และยังช่วยกระตุ้นระบบการทำงานของเส้นเลือดบนหนังศีรษะทำให้เกิดการงอกใหม่ของเส้นผมใหม่ทดแทนที่ขาดหลถดร่วงไปด้วย  การนวดนั้นไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเพียงแค่ใช้มือเปล่านี้แหละนวดหรือว่าจะใช้ตัวช่วยอย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว เพราะการนวดนั้นจะทำให้ผมของคุณสามารถซึมซาบน้ำมันเหล่านี้เข้าไปยังหนังศีรษะได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
3. การสระผมอย่างถูกวิธี การสระผมที่ถูกต้องนั้นจะต้องทำการล้างสิ่งสกปรกให้สะอาดก่อนสัก 15 นาทีก่อนที่จะลงแชมพูและครีมนวดผม และข้อสำคัญที่จะต้องจำไว้คือ ควรสระวันละครั้งหรือวันเว้นวันก็พอ อุณหภูมิของน้ำก็สำคัญ เย็นไปก็ทำให้เส้นผมเปราะบาง ร้อนไปก็ทำลายรากผม ดังนั้นควรใช้น้ำที่อุณหภูมิปกติจะจึงเป็นอุณหภูมิที่เราเหมาะที่จะสระผมมากที่สุด
3
ธุรกิจ งาน / วิธีการรักษากระและฝ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 28 มกราคม 2019, 08:16:58 AM »
ฝ้านั้นและกระนั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่าเกิดกันมากและสร้างปัญหาให้กับทั้งเพศหญิงและเพศชาย โดยเฉพาะเพศหญิง แต่ส่วนมากจะแยกไม่ค่อยออกว่าอันไหนคือ กระอันไหนคือจุดด่างดำ ซึ่งถามว่าเกิดอะไร มันเกิดจากหลายเหตุหลายปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดกระและฝ้าไม่ว่าจะแสงแดด ฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้น จากการรับประทานยาบางชนิด พันธุกรรมหรือการแพ้เครื่องสำอาง เป็นต้น ดังนั้นในเมื่อปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้าและจุดด่างดำนั้นมันมีมากมายหลากหลายนั้นเราจะมาแนะนำวิธีการในการที่จะดูแลรักษาฝ้าและกระนอกจากจะใช้ครีมดีๆในการรักษากระ แต่เพียงอย่างเดียว มาดู วิธีรักษาฝ้า กระกันดีกว่า
1. ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าและกระจุดด่างดำ โดยเฉพาะ แม้นว่าฝ้าและกระบางชนิดจะไม่สามารถลบเลือนหรือหายได้ แต่การที่จะรักษาให้หายไปและคลุมไม่ให้เกิดขึ้นมาอีกหรือว่าการลดเลือนรอยฝ้าและกระได้โดยการใช้ครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของ AHA อย่าง hira blue มีประสิทธิภาพในการช่วยลดเลือนจุดด่างดำบนผิวและกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว เปิดเนื้อที่ให้เซลล์ผิวใหม่ในผิวชั้นล่างขึ้นมาทดแทน ทำให้ฝ้า กระ และจุดด่างดำเลือนลงได้ หรือว่าจะใช้  วาสลีนเฮลธี้ ไวท์ เพอร์เฟค เซรั่ม ก็ล้วนที่จะมีคุณสมบัติในการช่วยผลัดเซลล์ผิวและช่วยลดเลือนจุดด่างดำ ได้เพราะว่ามีวิตามินบี 3ที่ทำหน้าที่ปรับสีผิวให้ดูขาวกระจ่างใสพร้อมคืนความชุ่มชื่นให้กับผิวได้
2. การรักษาฝ้า กระ จุดด่างดำโดยการทำทรีทเม้นท์ IPL คือ การปล่อยพลังงานแสง ฟลูออเรสเซนต์ที่มีความเข้มข้นสูงเข้าทำลายเม็ดสีผิวที่เข้มให้หลุดออก วิธีนี้ค่อนข้างจะได้ผลดีพอสมควร เร่งการผลิตเซลล์ผิวใหม่มาทดแทน กระชับรูขุมขนให้เต่ง
3. การทำ วิธีการทำเลเซอร์ IPL ค่อนข้างได้รับความนิยมมาก แต่ว่าจะต้องทำการรักษาอย่างน้อย 3 ครั้ง ทุกๆ 2-4 สัปดาห์ อย่างต่อเนื่องจึงจะได้ผลแต่ควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังที่เชี่ยวชาญด้วย
4. การรักษาฝ้าด้วยสมุนไพรธรรมชาติ แม้นว่าจะเป็นวีการทีได้ผลช้าที่สุดแต่ว่ารับรองได้เลยว่าได้ผลดีในระยะยาว เช่น การใช้ว่านหางจระเข้ มะขามเปียก ไข่ขาว
5. ทานยารักษาฝ้า  วิธีการนี้จะต้องดูแลโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น การทานยาจะสามารถที่จะออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสีเมลานินได้ จึงมีผลทำให้ฝ้าจางลง อาจจะมีผลข้างเคียงคือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เจ็บหน้าอก ปวดกล้ามได้
4
กระเป๋าส่วนใหญ่ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เราเชื่อได้ว่าหลายคนๆคงมีใช้มากกว่า 1 ใบอย่าง
แน่นอนเพราะว่าคงจะไม่มีใครใช้กระเป๋าเพียงใบเดียวไปตลอดอย่างน้อยจะต้องมี 2 ใบเอาไว้สลับสับเปลี่ยนกันเมื่อเบื่ออีกใบหรือว่าอีกใบอยู่ในระหว่างทำความสะอาดอยู่  หรือว่าเมื่อใช้ใบเก่าจนมันสภาพเกินจะใช้งานต่อแล้วการที่เราจะต้องหาซื้อกระเป๋าใบใหม่มาอยู่เรื่อยๆ แต่บางครั้งกระเป๋า กระเป๋าแบรนด์ราคาถูก ของเรายังไม่ทันพังเราเองก็อยากได้ใบใหม่ แต่ใบเก่านี่ซิจะทำยังไง นานๆจะหยิบมาใช้สักที พอจะหยิบมาใช้ด้วยความที่เราเก็บรักษาและดูแลไม่ดีถึงดูแลก็เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นวันนี้สำหรับคนที่ชื่นชอบในการที่จะซื้อกระเป๋าใบใหม่แต่ก็ยังเก็บรักษาใบเดิมเอาไว้นั้น เรามีวิธีการในการที่จะเก็บรักษากระเป๋ามาฝากกันค่ะ เวลาหยิบมาใช้กระเป๋าที่จะได้สวยเหมือนใหม่อยู่ตลอดเวลา
1. การเก็บกระเป๋าที่ถูกต้อง เมื่อไม่ได้ใช้งานควรเก็บกระเป๋าไว้ในถุงผ้าสำหรับเก็บกระเป๋าโดยเฉพาะ เพราะลมจะสามารถผ่านได้ ไม่อับ และยังช่วยกันฝุ่น สิ่งที่สมควรที่จะต้องระวังเป็นอย่างยิ่งในการที่เราจะเก็บรักษากระเป๋าคือห้ามเก็บเอาไว้ในถุงพลาสติกอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเป๋าหนังแก้ว เพราะถุงพลาสติกมันจะไม่มีรูระบายอากาศ และยิ่งอากาศร้อนกระเป๋าจะเสียหายด้วย กระเป๋าหนังกรอบแตก บางครั้งสำหรับตู้เก็บกระเป๋าราคาถูกและไม่ได้คุณภาพนั้นเมื่ออากาศร้อนทำให้สีจากตู้นั้นแหละละลายมาโดนกระเป๋าของเราอีกต่างหาก ดังนั้นควรระวังให้ดีและหาถุงผ้าใบละไม่กี่บาทมาเป็นตัวช่วยในการเก็บรักษากระเป๋าของเรากันดีกว่า
2. หาเวลาในวันหยุดนำกระเป๋าที่เก็บไว้ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในตู้หรือว่าชั้นในการเก็บกระเป๋านั้น ควรนำออกมารับลมบ้าง ให้อากาศสัมผัสหนังบ้าง ไม่จำเป็นต้องนำมาตากแดดนำมาผึ่งในที่ร่วมหรือว่าในห้องที่มีอากาศถ่ายเท  จะช่วยลดกลิ่นอับในกระเป๋าที่เก็บไว้นานๆ และยังสามารถที่จะทำให้ไม่มีเชื้อราด้วย
3. การเก็บรักษากระเป๋าให้อยู่ทรง สามารถที่จะใช้ตัวช่วยอย่างกระดาษต่างๆเข้ามาช่วยยัดก่อนเก็บเอาไว้ในถุงผ้ารับรองได้เลยว่าเมื่อนำกระเป๋ามาใช้อีกกระเป๋าจะยังคงอยู่ทรงสวยเหมือนเดิม จะวางในไว้ในลักษณะต่างๆ ทั้งนอน หรือตั้ง ก็ได้ไม่มีปัญหาเลย
4. เมื่อจะนำกระเป๋าที่เก็บไว้นานมาใช้ ใช้สเปรย์หรือครีมรักษาทาก่อนนำมาใช้ จะช่วยให้กระเป๋าหนังกลับมาสวยงามและยังช่วยยืดอายุการใช้งานอีกด้วย
5
เสริมสวย สุขภาพ / ลักษณะของปลาที่ควรเลี้ยงในกระชัง
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 03 ธันวาคม 2018, 07:02:15 PM »
การเลี้ยงปลา เป็นอาชีพหนึ่งที่เราคงรู้จักกันเป็นอย่างดี การเลี้ยงปลาในประเทศไทยมีอยู่ในหลายภูมิภาค และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่มีความสำคัญ
การเลี้ยงปลาในกระชังไม่ใช่ของใหม่ แต่มีมาแล้วไม่น้อยกว่า 100 ปี การเลี้ยงปลาดังกล่าว กระทำกันตามทะเลสาบ แม่น้ำ โขง และสาขาของแม่น้ำโขง ปลาที่เลี้ยงส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลา สวาย ปลาเทโพ และปลาดุก
การเลี้ยงปลาในกระชังเราอาจเคยพบเห็นผ่านตากันมาบ้างโดยเฉพาะในบริเวณ หรือจังหวัดที่ทำเกษตรกรรมเป็นหลัก สำหรับการเลี้ยงปลาในกระชังของไทย กระทำกันอยู่ในแม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ และแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดชัยนาท
การเลี้ยงปลาในกระชังจะมีการแบ่งประเภทของลักษณะปลาที่ควรเลี้ยงอยู่ 2 ประเภท คือ ในแง่ทางชีววิทยาและสรีระวิทยา ก็คือปลาที่เหมาะสมจะเลี้ยงใน กระชังปลา นั่นเอง และอีกประเภทหนึ่งคือในแง่เศรษฐกิจ โดยปลาที่ควรจะเลี้ยงในกระชัง ควรมีลักษณะดังนี้
ในแง่ทางชีววิทยาและสรีรวิทยา
1. โตเร็ว
2. กินอาหารสมทบที่ให้
3. สามารถเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้ดี
4. สามารถอยู่ได้หนาแน่นแออัด
5. ทนต่อสภาวะแวดล้อมโดยเฉพาะในน้ำที่มีก๊าซ ออกซิเจนต่ำ
6. ทนทานและมีความต้านทานโรคสูง
7. หาลูกปลาได้สะดวก มีปริมาณพอเพียง
ในแง่เศรษฐกิจ
1. ราคาซื้อขายสูง
2. ขายง่าย ขายสดไม่ต้องผ่านกรรมวิธีมาก
3. ชนิดที่ตลาดต้องการ
หากคุณมีความสนใจในการเลี้ยงปลาในกระชังปลา ก็ควรที่จะศึกษาข้อมูลให้มาก เลือกเลี้ยงปลาให้เหมาะสม และคำนึงถึงในแง่ของเศรษฐกิจร่วมด้วย จึงจะสามารถเลี้ยงปลาในกระชังได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด และประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพได้
6
ธุรกิจ งาน / นอนไม่หลับ สาเหตุหนึ่งของการทำให้ผมร่วง
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2018, 08:13:28 PM »
เมื่อเราต้องเผชิญกับปัญหาผมร่วง เราอาจคิดสงสัยว่าเกิดจากเราดูแลผมไม่ดี และผมแห้งเสีย จนหลุดร่วงหรือไม่ นั่นก็ใช่ แต่เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น
อาการผมร่วงยังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการที่ผมร่วงจากการใช้ยา หรือการที่ ผมร่วงหลังคลอด เป็นต้น และอีกสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้ผมร่วงได้เช่นกันก็คือ การนอนไม่หลับ
อาการนอนไม่หลับ ทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ เนื่องจากร่างกายไม่ได้พักฟื้น และซ่อมแซมระบบการทำงานต่างๆ อย่างที่ควรจะเป็น และยังส่งผลต่อสุขภาพจิตอีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราอาจต้องเจอกับภาวะผมร่วงในช่วงที่เรานอนไม่หลับบ่อยๆ
ถ้าคุณนอนไม่หลับเป็นประจำ อาจเกิดจากการที่คุณบริหารเวลา และการทำกิจกรรมอย่างไม่มีคุณภาพ และคุณสามารถปฏิบัติตนเพื่อช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นได้ดังนี้
- อย่าเข้านอนเร็วเกินไป กำหนดเวลาเข้านอนและตื่นนอนที่แน่นอน
- ออกกำลังกายที่เหมาะสมในระหว่างวัน แต่หลีกเลี่ยงออกกำลังกายหักโหม ในช่วงเย็น
- จัดสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิของห้องให้พอเหมาะ ไม่มีเสียงดังรบกวน ไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ มีอากาศถ่ายเท และไม่มีแสงสว่างรบกวนในช่วงที่นอน
- ไม่ควรเข้านอนในขณะที่กำลังหิว อาจดื่มนมอุ่นๆ หรือทานของว่างเล็กน้อย
- ไม่ควรรับประทานอาหารจนอิ่มเกินไปก่อนนอน และหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงอาหารมื้อเย็น
- อย่าดื่มน้ำมากก่อนนอน เพราะอาจทำให้ลุกไปปัสสาวะบ่อยในช่วงกลางคืนได้
- หลีกเลี่ยงการงีบหลับในเวลากลางวัน
- ออกรับแสงแดดระหว่างวันและในช่วงเย็นๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ในห้องมืดๆ ระหว่างวัน
- เข้านอนเมื่อมีอาการง่วง หากยังไม่ง่วงไม่ควรอยู่บนเตียง ควรหากิจกรรมอื่นทำ ก็จะช่วยให้รู้สึกง่วงและนอนหลับได้ง่ายขึ้น
- ไม่ควรทำกิจกรรมอื่นบนเตียง เช่น นอนอ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์ ควรใช้เตียงสำหรับการนอนหลับเท่านั้น
- คุณสามารถเปิดเพลงเบาๆ หรือนวดเพื่อผ่อนคลายก่อนนอนได้
ถ้าคุณประสบปัญหานอนไม่หลับ หรือมีอาการผมร่วงร่วมด้วย ลองนำวิธีที่เรานำมาแบ่งปันนี้ไปลองใช้กันดูนะคะ เพื่อการนอนที่มีคุณภาพ และสุขภาพร่างกายที่ดี
7
ธุรกิจ งาน / อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพผิว
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 26 ตุลาคม 2018, 07:34:02 PM »
เรื่องของอาหารการกินนั้นมีประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพผิวอย่างยิ่ง การดูใบหน้านั้นไม่ใช่วาจะได้ผลดีจากการทาครีมที่มีราคาแพงที่นำเข้ามาจากประเทศ เช่น ครีมรกแกะ แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น การบำรุงจากภายในก็สำคัญเช่นกัน เมื่อรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์แน่นอนจะส่งผลต่อสุขภาพผิวสู่ภายนอก เช่นเดียวกัน ดังนั้นใครก็ตามที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพผิวอยู่นั้นการดูแลและแก้ไขปัญหาในระยะยาวคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่โดยเน้นไปที่อาหารที่ให้ประโยชน์กับผิว ตัวอย่างเช่น

1. รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วย Vitamin C และ Omega-3
การที่เราจะเติมความชุ่มชื้นด้วย Vitamin C ปกป้องผิวด้วย Omega-3 ได้ในระยะยาวนั้นการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารดังกล่าวอันได้แก่ ถั่วแระ ถั่วเหลือง วอลนัท ผักโขม หรือน้ำมันดอกคาโนลา จะทำให้เรานั้นได้รับ วิตามินซี และโอเมก้า-3 อันมีคุณสมบัติช่วยทำให้หน้ากระจ่างใส ลดรอยสิว แถมยังมีสุขภาพกายที่ดีไม่ค่อยป่วยด้วยไข้หวัดง่ายๆส่วนโอเม้า -3 กระตุ้นการผลิตคอลลาเจน 

2. การดื่มชาเป็นตัวช่วยผิว เช่น ชาบาร์เลย์
ชาข้าวบาร์เลย์ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถที่จะชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี คุณสมบัติที่เด่นที่สุดคือ การที่สามารถดีท็อกซ์สารพิษออกจากร่างกาย อีกทั้งการดื่มชาทำให้ไม่เครียด เพราะความเครียดคือตัวการทำลายผิว

3. เลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม น้ำตาลสูง อันทำลายสุขภาพภาพรวมและทำร้ายผิว
อย่างที่ทราบเลยว่าอาหารที่หวานจัด เค็มจัด ไม่ได้ดีกับสุขภาพผิวเลย อีกทั้งส่งผลกับใบหน้าของเราคือเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร หน้าแก่นั้นเอง เพราะว่าอาหารที่มีรสดังกล่าวจะไปทำลายคอลลาเจนรวมถึงอีลาสตินในผิว

นอกจากการรับประทานอาหารแล้วการดื่มน้ำพักผ่อนให้เพียงพออีกทั้งการออกกำลังกายเป็นประจำ จะเป็นอีกวิธีการที่จะสามารถที่จะทำให้ผิวสวยได้ เช่น การออกกำลังกายจะช่วยให้เลือดลมในร่างกายของเราหมุนเวียนได้ดีมากขึ้น  และการดื่มน้ำเป็นประจำยังช่วยล้างสารพิษเติมความอิ่มน้ำให้กับผิวได้ และที่สำคัญที่สุดอย่าลืมนอนหลับพักผ่อนให้มากกว่า 7 ชั่วโมงขึ้นไปเพื่อให้ผิวและร่างกายได้รับการฟื้นฟู และซ่อมแซมส่วนสึกหรอ
8
การเดินทางไปท่องเที่ยวไปพักผ่อน นั้นกำลังเป็นที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ ยิ่งได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งจุดประสงค์ในการเดินทางไปต่างประเทศของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป เช่น เปิดประสบการณ์ หรือไปท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้ในวัฒนธรรมใหม่ๆของชาวต่างชาติ แน่นอนการเดินทางไปต่างประเทศจะมีสัมภาระและของใช้ที่มากว่าการเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศแน่นอน ด้วยสัมภาระที่ไม่สมควรไปหาซื้อที่ต่างประเทศด้วยราคาที่แพงด้วย และของบางอย่างไม่มีขายในต่างประเทศ การจัดสัมภาระไปพอดีและเหมาะสมจึงจำเป็นอย่างมาก ซึ่งเดินทางไปหลายวันแล้วไม่สามารถซักรีดไป ยิ่งสร้างภาระอันยิ่งใหญ่ในเรื่องของสัมภาระ แน่นอน ความกังวลใจในการที่จะจัดสิ่งของสัมภาระ ข้างของเครื่องใช้จิปาถะ จะจัดของอย่างไรให้พอดี จะต้องเอาเสื้อผ้าไปกี่ชุด จัด กระเป๋าเดินทางราคาถูก อย่างไรให้เพียงพอและไม่ตกหล่น อย่าลืมนะว่าของต่างประเทศไม่ได้ของราคาย่อมเยาเหมือนบ้านเราเลย

ดังนั้นหากคุณกำลังวางแผนจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ไม่ว่าจะประเทศใดก็ตาม การศึกษาในเรื่องของการเดินทางว่าสายการบินนั้นที่เราจะเดินทาง น้ำหนักกระเป๋าเดินทาง

มีหลักการง่าย ๆ ในการจัดกระเป๋าเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ คือ การเลือกเฉพาะของที่จำเป็นไป ไม่เอาของไปเอยะเกินไป พยายามในการที่จะของให้น้อยที่สุด โดยเลือกเฉพาะที่จำเป็นก็พอ โดยลักษณะของเสื้อผ้าที่นำไป ควรพิจารณาในการที่จะให้เหมาะสมกับรูปแบบการท่องเที่ยวและสภาพภูมิอากาศ กางเกงตัวไหนสามารถที่จะใส่ซ้ำได้ เช่น กางเกงยีนส์ การพับเสือ้ผ้าควรม้วนเพราะช่วยให้ประยัดเนื้อที่ในกระเป๋าได้มากที่สุด ทำให้ปริมาณของเนือ้ผ้าลดลง อีกทั้งยังไม่ยับด้วย ใช้ส่วนตัว เช่น แชมพู สบู่ ยาสระผม โลชั่น หรือว่าเครื่องสำอางต่างๆ ควรมีขนาดเล็กเพื่อสะดวกพกพา

ส่วนสัมภาระจำเป็นที่จะนำมาติดตัว ควรที่จะหากระเป๋าแยกไป เช่น กระเป๋าคาดเอว สะพายข้าง หรือเป้ขนาดเล็ก เอาไว้ใส่ โทรศัพท์ เครื่องสำอางเล็กน้อย เช่น แป้งพับ ลิปสติก  เงินสด ตั๋วเครื่องบิน พาสปอร์ต เอกสารสำคัญต่างๆ เป็นต้น  ส่วนกระเป๋าเดินทางที่โหลดลงใต้ท้องเครื่อง จะต้องเลือกที่เน้นความแข็งแรงเป็นหลักจะได้สะดวกในการขนสัมภาระด้วย
9
หากคุณมีความกังวลใจในคราบสกปรกต่างๆ ตามเฟอร์นิเจอร์ และส่วนต่างๆ ของบ้าน ไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป เพราะคุณสามารถทำความสะอาดบ้านได้ง่ายๆ ด้วยสิ่งดีๆ ที่หาได้ง่ายอย่างน้ำส้มสายชู และเบกกิ้งโซดา

1. สเปรย์น้ำส้มสายชู
เพียงแค่ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนเท่าๆ กันไว้ในขวดสเปรย์ ก็สามารถหยิบไปพ่นทำความสะอาดได้แทบทุกมุมของบ้าน ตั้งแต่คราบเบาๆ ที่กระจก เคาท์เตอร์ครัวและบนเตาที่มีคราบเลอะ ไปจนถึงคราบในโถสุขภัณฑ์ รอยเปื้อนบนพรมหรือช่องใต้ยางล็อกฝาของเครื่องซักผ้า

2. เบกกิ้งโซดา
อีกสูตรที่ทำได้ง่ายและหยิบมาใช้ได้ในหลายสถานการณ์ก็คือการนำเบกกิ้งโซดามาผสมกับน้ำเปล่า โดยความเข้มข้นของเบกกิ้งโซดานั้นอาจเพิ่มขึ้นตามลักษณะของคราบที่เจอ แต่สำหรับคราบทั่วๆ ไปอย่างการใช้ทำความสะอาดอ่างล้างจานหรืออ่างล้างหน้า ไมโครเวฟ และคราบเลอะบนที่นอน สามารใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 3:1 และคนให้เป็นเนื้อครีมก่อนที่นำไปเช็ดทำความสะอาดค่ะ

3. เบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชู
เริ่มตั้งแต่การใช้น้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนเท่าๆ กัน ก็จะได้น้ำยาทำความสะอาดที่ดีมากๆ แล้ว และถ้าลองลดประมาณเบกกิ้งโซดาลงมาอีกก็สามารถนำไปแช่เพื่อขจัดคราบตะกรันในกาน้ำและภาชนะต่างๆ ได้โดยไม่ต้องออกแรงขัด หรือจะใช้ทั้งสองส่วนผสมแบบเพียวๆ ในการทำความสะอาดรอยดำที่หน้าเตารีดก็ได้นะคะ

4. น้ำส้มสายชูและเกลือ
วัตถุดิบใกล้ตัวที่อยู่ในครัวอย่างน้ำส้มสายชูและเกลือก็มีประโยชน์ไม่แพ้วัตถุดิบอื่นๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะเครื่องใช้จำพวกทองแดงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ถ้าอยากให้กลับมาเงาสวยเหมือนใหม่ต้องยกให้สูตรนี้เลย และอีกปัญหาที่น้ำส้มสายชูและเกลือสามารถช่วยได้ก็คือคราบตะไคร่น้ำที่บริเวณก๊อกน้ำหรืออ่างที่ชื้นๆ นั่นเองค่ะ

5. เบกกิ้งโซดาและสบู่เหลว
น้ำยาล้างห้องน้ำทั่วไปในท้องตลาดก็มักจะมีส่วนผสมของสารเคมีที่เข้มข้น จนอาจทำให้พื้นผิวในห้องน้ำเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ยิ่งเป็นมุมที่อาจไม่ได้มีคราบหนักสะสมอย่างม่านพลาสติกหรือกระจกกั้นห้องน้ำยิ่งไม่เหมาะกับน้ำยาแรงๆ เลยค่ะ ซึ่งการทำความสะอาดในบริเวณเหล่านี้สามารถใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับสบู่เหลวและใช้ฟองน้ำขัดไปเรื่อยๆ คราบหมองที่ติดอยู่ก็หลุดออกได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมีเลยค่ะ

เพียงแค่มีน้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดา การทำความสะอาดส่วนต่างๆ ของบ้านก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่สำหรับเฟอร์นิเจอร์บางประเภท จะต้องดูแลอย่างถูกต้องนะคะ คุณสามารถสอบถามการดูแลจาก โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ที่คุณใช้บริการได้
10
หากพูดถึงกระจกนิรภัย และกระจกที่มีความแข็งแรง ทนทาน กระจกประเภทหนึ่งที่เราจะต้องนึกถึงอย่างแน่นอน นั่นก็คือกระจกเทมเปอร์
กระจกเทมเปอร์มีข้อดีหลายประการ มีความทนทาน ทนต่อความร้อน และมีความปลอดภัยมากขึ้นเมื่อกระจกแตก แต่ก็ยังมีความจำกัดอยู่ด้วย ก่อนเลือกใช้งานคุณจึงต้องทราบถึงข้อจำกัดของกระจกเทมเปอร์ก่อน

ข้อเสีย หรือข้อจำกัดของ กระจกเทมเปอร์ ที่อาจจะต้องระวัง หรือไม่เหมาะสมในการใช้งานบางประเภท มีดังต่อไปนี้

ไม่สามารถแก้ไขรูปทรงได้
เมื่อกระจกเทมเปอร์ถูกผลิตนั้น จะสามารถตัด เจียร หรือทำรูปทรงต่างๆ ตามต้องการได้ แต่เมื่อผลิตออกมาเป็นบานกระจกแล้ว กระจกนิรภัยเทมเปอร์จะไม่สามารถ ตัด เจียร บาก หรือเจาะได้อีก

เป็นคลื่นได้
เนื่องด้วยกระจกนิรภัยเทมเปอร์เป็นกระจกที่ผ่านกระบวนการความร้อนสูงจนทำให้กระจกนิ่มและกลิ้งไปกับลูกกลิ้ง จึงทำให้กระจกเกิดการเป็นคลื่นและมีความโก่งตัวเล็กน้อย

สามารถแตกได้เอง
กระจกนิรภัยเทมเปอร์ มีโอกาสแตกด้วยตัวเองได้  หากกระจกที่เป็นวัตถุดิบ มีสารปนเปื้อน คือ สารนิเกิ้ลซัลไฟล์ (NiS) ในกระบวนการผลิตกระจกโฟลท โดยมีอัตราการแตกด้วยตัวเองเฉลี่ย 8 แผ่นใน 1,000 แผ่น ซึ่งสามารถดูที่ลักษณะการแตกได้ว่า เป็นการแตกด้วยตัวเองหรือไม่

การติดตั้งกระจกนิรภัยเทมเปอร์
การติดตั้งกระจกนิรภัยเทมเปอร์นั้น หลักๆ แล้วจะต้องใส่ใจในขั้นตอนของการติดตั้งราวกันตกของกระจก ซึ่งส่วนมากจะเลือกใช้กระจกขนาด 10-12 มิลลิเมตร

สำหรับการติดตั้งราวกันตกนั้น หลักๆ จะมีการติดตั้ง 2 แบบ คือ
- Preformed Concrete Slab (การติดตั้งฝังรางที่พื้น)
- Exposed Channel Installation (การติดตั้งแบบโชว์)
ในการออกแบบและติดตั้งกระจกนิรภัยเทมเปอร์ในงานก่อสร้าง จำเป็นที่จะต้องเจาะร่องในการติดตั้งลงในพื้นโครงสร้างอย่างน้อย 10 เซนติเมตร

ก่อนเลือกใช้กระจกเทมเปอร์ นอกจากจะทราบข้อดีแล้ว ก็จะต้องคำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงวิธีการติดตั้งที่ควรทราบด้วยทุกครั้ง
หน้า: [1] 2 3 ... 10

SMF 2.0.4 | SMF © 2011, Simple Machines